กระแสนวัตกรรม Innovation

“นวัตกรรม” หมายถึง ความคิดการปฏิบัติ หรือสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ ที่ยังไม่เคยมีใช้มาก่อนหรือเป็นการพัฒนาดัดแปลงมาจากของเดิมที่มีอยู่แล้ว ให้ทันสมัยและใช้ได้ผลดียิ่งขึ้น เมื่อนำนวัตกรรมมาใช้จะช่วยให้การทำงานนั้นได้ผลดีมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงกว่าเดิม ทั้งยังช่วยประหยัดเวลาและแรงงานได้ด้วย

        “นวัตกรรม” (Innovation) มีรากศัพท์มาจาก innovare ในภาษาลาติน แปลว่า ทำสิ่งใหม่ขึ้นมา ความหมายของนวัตกรรมในเชิงเศรษฐศาสตร์ คือ การนำแนวความคิดใหม่หรือการใช้ประโยชน์จากสิ่งที่มีอยู่แล้วมาใช้ในรูปแบบใหม่ เพื่อทำให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจ

               นวัตกรรม แบ่งออกเป็น 3 ระยะคือ

                ระยะที่ 1 มีการประดิษฐ์คิดค้น (Innovation) หรือเป็นการปรุงแต่งของเก่าให้เหมาะสมกับกาลสมัย ระยะที่ 2 พัฒนาการ (Development) มีการทดลองในแหล่งทดลองจัดทำอยู่ในลักษณะของโครงการทดลองปฏิบัติก่อน (Pilot Project) ระยะที่ 3 การนำเอาไปปฏิบัติในสถานการณ์ทั่วไป ซึ่งจัดว่าเป็นนวัตกรรมขั้นสมบูรณ์

ผู้สามารถสร้างสรรค์นวัตกรรม ได้นั้นต้องเป็นผู้ที่มีความรู้พื้นฐาน และมีความคิดสร้างสรรค์       นวัตกรรมเป็นสิ่งที่มีค่ามาก ไม่ว่าจะเป็นนวัตกรรมในด้านใด ประเทศใดมีผู้คิดผู้สร้างนวัตกรรมมาก ประเทศนั้นก็ร่ำรวย

 คอนแทคเลนส์ ราคา 200บาท โดยค่าวัตถุดิบอาจจะประมาณ 75 สตางค์ ส่วนที่เหลือ 199.25 บาท เป็นค่าคิด

 คนในประเทศที่มีนักคิดจำนวนมาก มักจะมีระบบการเรียนการสอนที่เน้นให้ ผู้เรียนคิด และประเทศเหล่านี้ส่วนมากก็ประสบความสำเร็จจาก ผลงานสิ่งประดิษฐ์ จากนักคิดในทุกวงการ

 อย่างเช่นประเทศสิงคโปร์ มีประชากรน้อยกว่าไทย 12 เท่า แต่มีการจดสิทธิบัตรในแต่ละปี มากกว่าไทย หลายสิบเท่า

จึงไม่น่าแปลกใจที่ รายได้ประชากรต่อคนของสิงคโปร์สูงกว่าเราประมาณ 10 เท่า

ประเทศอเมริการ่ำรวยมาได้ก็เพราะมีนักคิด อย่าง เอดิสัน  บิลล์ เกต [Window]  สตีฟ จ็อบส์ (apple ipod pixar studio) และยังมีอีกมากมาย

ที่น่าแปลกคือ นักคิดผู้ยิ่งใหญ่ที่กล่าวมาทุกคน ไม่มีใครเรียนจบปริญญาตรีเลย

ความคิดสร้างสรรค์ ฝึกฝนได้…แต่เสียดายที่การศึกษาบ้านเราไม่ส่งเสริมให้เด็กคิดอย่างที่ควรจะเป็น  เพราะ เด็กไทยจำเป็นต้องไปโรงเรียน ไม่ว่าจะอยากเรียนหรือไม่

ทุกคนต้องเรียนบทเรียนเดียวกันทั้งประเทศ ทำข้อสอบชุดเดียวกัน เพื่อจะจบการศึกษา

ดู ๆไป โรงเรียนจึงคล้ายโรงงานผลิตสินค้า มันจึง”น่าเบื่อ” มากสำหรับคนที่ชอบคิด   

การเรียนของเราในอดีตเน้นไปที่การท่องจำ เช่นวิชาวรรณคดีไทย  นักเรียนเราก็มาแข่งกันท่องว่าใครจะจำเรื่องราวรายละเอียดได้มากกว่ากัน

เช่น นิราศพระบาทแต่งขึ้นโดยใคร เมื่อไร ข้อสอบแบบนี้ ท่องจำกันหัวโตเลย 

 ส่วนวิชาสังคมศึกษา ก็เน้นท่องว่าประเทศไทยมีทรัพยากรอะไรอยู่ที่ไหนบ้างเช่น 

ภาคเหนือมีป่าไม้สัก เราส่งออกไม้สักเป็นอันดับที่1ของโลก

ภาคกลางมีข้าว ไทยส่งออกข้าวเป็นที่1ของโลก

ภาคใต้เรามีแร่ดีบุกไทยส่งออกแร่ดีบุกเป็นอันดับ1โลก

ข้อสอบก็จะวัดว่าใครจำได้มากกว่ากัน เรียกว่าท่องไปท่องมา ดีบุกก็หมด ไม้สักก็เหลือน้อย เราจึงน่าจะออกข้อสอบให้ได้คิดกันบ้าง เช่น

ดีบุกของไทย หายไปไหนหมด

ทำไมประเทศไทยมีทรัพยากรมากมาย แต่คนไทยส่วนใหญ่ยากจน

ส่วนวิชาการที่เรานำมาจากต่างประเทศ เช่น คณิตศาสตร์ ฟิสิกค์ เคมี ชีววิทยา ก็เป็นการเรียนแบบท่องสูตร และฝึกฝนในการทำโจทย์

ถ้าโจทย์ถามว่า …

โยนวัตถุขึ้นไปในอากาศ ด้วยความเร็ว 40เมตรต่อวินาที เป็นมุม60องศากับแนวระดับ นานเท่าไร วัตถุจะตกถึงพื้น

เชื่อว่าถ้าเอาโจทย์ข้อนี้ไปให้นักเรียนไทยทำ เด็กไทยจะบอกหวานหมู ทำได้ง่ายมาก เพราะเราท่องสูตรมา ก็นำตัวเลขไป แทนค่าแล้วตอบ

แต่เราไม่สงสัยเลยว่า ใครนะจะสามารถโยนวัตถุออกไปด้วยความเร็วขนาดนั้นได้ ซึ่งถ้ามีก็น่าจะเอามาเป็นนักกีฬาโอลิมปิกเลย เพราะจะชนะเลิศในกีฬาหลายประเภทแน่นอน เนื่องจากสามารถโยนวัตถุออกไปได้เร็วกว่าลูกปืน

วิชาความรู้ในระบบการเรียนของไทยที่ผ่านมา เป็นการเรียนการสอนแบบ เน้นให้ มีความรู้ ในเรื่องต่าง ๆ ให้มากที่สุด ครูก็พยายามสอนให้มากที่สุด จนบางทีลืมไปว่าสอนมากแค่ไหนก็ไม่สำคัญ  มันสำคัญว่าผู้เรียนอยากรับไหม สนใจไหม ใส่ใจรึเปล่า การเรียนการสอนในโรงเรียนจึงกลายเป็นเรื่องน่าเบื่อ เป็นยาขมสำหรับนักเรียนจำนวนมาก

การให้ความสำคัญต่อเนื้อหาการสอน ทำให้เราใช้เวลาไปกับการป้อนความรู้ จนเด็กของเราขาดการเน้นสิ่งที่สำคัญ นั่นคือ “เน้นการคิด” และ “ฝึกฝนความคิด” และการหาความรู้

 

ติดตามต่อที่ พ๊อกเกจบุ๊ค สาขาแห่งอนาคต

อาชีพไหน หางานง่าย รายได้สูง

 ที่ร้านหนังสือซีเอ็ดทั่วประเทศ หรือโทร  02-941-0202

Filed Under: 7.กระแสนวัตกรรม Innovation

Tags:

About the Author:

RSSComments (0)

Trackback URL

Comments are closed.